100Y DESiGN

WEBSITE GRAPHIC DESIGN

ผู้เขียน หัวข้อ: Google พลาดแล้ว! ออฟฟิศแบบเปิดโล่ง ไม่ได้ช่วยให้การทำงานดีขึ้น  (อ่าน 279 ครั้ง)

nakna

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 1
    • ดูรายละเอียด
เพราะออฟฟิศที่เปิดโล่ง ไม่ได้ทำให้ไอเดียสร้างสรรค์ระเบิดออกมาอย่างที่บริษัทต่างๆ คิดอย่างเดียว แต่ออฟฟิศที่เปิดโล่งยังทำให้เกิดปัญหาต่อพนักงานในองค์กรได้ด้วย ส่วนจะเป็นทิศทางไหน มาดูเรื่องเล่าจากนักเขียนอาวุโสท่านหนึ่งในนิวยอร์กกันดีกว่า
“1 ปีแล้ว.. ที่เจ้านายบอกผมว่าบริษัทโฆษณายักษ์ใหญ่ในนครนิวยอร์กของเราจะกลายเป็นออฟฟิศแบบเปิดโล่ง เป็นเวลา9ปี ที่ผมทำงานในตำแหน่งนักเขียนอาวุโสมานาน และชินกับการนั่งทำงานที่มีฉากกั้นแบบส่วนตัวซะมากกว่า พอออฟฟิศเปลี่ยนเป็นแบบเปิดโล่ง ผมรู้สึกเหมือนว่าเจ้านายจับผมแก้ผ้าแล้วปล่อยผมล่อนจ้อนอยู่แบบนั้น..”
ในวันแรกนั้นโต๊ะของผมถูกจัดให้อยู่ในส่วนที่ดูน่านั่งขึ้น ถัดจากผมไปเป็นที่นั่งของสตรีที่ผมมองว่าเธอน่าจะเป็นพวกชอบส่งเสียงดังเหมือนแตรสมัยโบราณ ตลอดทั้งวันเธอเอาแต่ส่งเสียงหัวเราะตะโกนเอะอะ ร่วมไปกับเสียงดังของทำนองเพลงที่ออกมาจากคอมพิวเตอร์ของเธอ และด้วยความที่ผมเป็นพวกรักสุขภาพ ชอบดื่มน้ำขั้นหนัก ผมเกรงใจเหลือเกินว่าพวกเพื่อนร่วมงานจะมัวแต่คอยจับตานับจำนวนรอบที่ผมเดินเข้าออกห้องน้ำในแต่ละวัน ที่แย่กว่านั้น พอหมดวันผมต้องคอยบอกลาทุกคนในโต๊ะ แม้จะเลิกตรงเวลาเป๊ะ แต่ต้องทนกับการถูกจับผิดด้วยสายตาของพนักงานคนอื่นๆ

แม้จะดูเป็นปัญหาใหญ่เอาการสำหรับผม  แต่รูปแบบออฟฟิศแบบนี้ก็ยังเป็นที่นิยมไปทั่วทั้งประเทศ
คงเป็นสาเหตุมาจากการทำงานของสมาคมการบริหารทรัพยากรอาคารสากลนั่นแหละ  70% ของพนักงานออฟฟิศในอเมริกาตอนนี้ โต๊ะทำงานแทบไม่มีฉากกั้นระหว่างโต๊ะแล้ว
สิลิคอน วอลเล่ เองที่เป็นผู้นำในการยกเลิกการมีฉากกั้นระหว่างโต้ะ บริษัท Google, yahoo!, american express ต่างก็ร่วมมือด้วย CEO  คนดังอย่าง มาร์ก ซัคเคอเบิร์ก ยังขอความร่วมมือจากสถาปนิกชื่อดังอย่าง แฟรงก์ เกห์รี ให้ออกแบบโครงการพื้นที่เปิดโล่งขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยต้องใช้วิศวกรถึงเกือบ 3,000 คน นักธุรกิจ ไมเคิล บลูมเบิร์กก็เป็นคนแรกๆ ที่นำรูปแบบออฟฟิศแบบเปิดโล่งมาปรับใช้ เขาบอกว่าออฟฟิศแบบนี้จะช่วยให้ดูปลอดโปร่งโล่งสบายตา
ตอนที่เขาดำรงตำแหน่งนายกของนิวยอร์กนั้น ก็ได้หยิบรูปแบบออฟฟิศนี้มาปรับใช้ที่ศาลากลางและยังริเริ่มให้ “เดอะ บลูเพ็น (the Bullpen)” เป็นสัญลักษณ์ของการติดต่อสื่อสารแบบอิสระเพื่อเป็นการเข้าถึงได้ง่ายของประชาชน โครงการเหล่านี้เป็นต้นแบบที่สามารถเพิ่มพื้นที่ในบริษัทให้มากขึ้น ในขณะเดียวกันก็ยังช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายต่างๆ ด้วย เจ้านายหลายๆ คนพอใจกับการที่พวกเขาสามารถจับตามองลูกน้องได้มากขึ้น ไม่ว่าลูกน้องจะแอบดูเว็บไซต์ 18+ แอบเล่นโซเชี่ยลมีเดียต่างๆ หรือแม้แต่แอบใช้โทรศัพท์บริษัทในการคุยธุระส่วนตัว  แม้จะดูมีประโยชน์มากมาย แต่เหล่าเจ้านายกลับพลาดตรงที่พวกเขากำลังสูญเสียศักยภาพในการทำสมัครงานของตัวลูกน้องไปด้วย
 
จากงานวิจัยพบว่าพนักงานหลายคนที่ทำหางานในออฟฟิศรูปแบบดังกล่าวกลับอึดอัดเนื่องจากถูกรบกวนขณะทำงาน ซึ่งเป็นเหตุให้ศักยภาพในการทำงานของพวกเขาลดลงไปด้วย เกือบครึ่งของแบบสำรวจพบว่าการขาดพื้นที่ส่วนตัวในการทำงานถือเป็นปัญหาใหญ่สำหรับพนักงาน และมากกว่า30% ไม่พอใจกับการถูกรุกล้ำพื้นที่ส่วนตัว  ในขณะเดียวกันนั้น “ความง่ายในการปฎิสัมพันธ์” กับเพื่อนร่วมงาน เป็นสิ่งที่โครงการออฟฟิศแบบเปิดโล่งพยายามจะทำให้เกิดขึ้น แต่ปัญหาการสื่อสารนี้ มีพนักงานออฟฟิศจำนวนไม่ถึง 10% ที่ยอมรับว่าเป็นปัญหาจริงๆ ของออฟฟิศ    เอาเข้าจริง คนที่ทำงานในออฟฟิศแบบมีพื้นที่ส่วนตัวนั้น พวกเขาก็มีแนวทางในการสื่อสารกับเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ อยู่แล้ว